LATEST POST

READ ARTICLE

ขัดผิวช่วยให้ผิวพรรณดีได้อย่างไร

ผิวที่หมองคล้ำทำให้ดูไม่สวยสดใส ทำให้คุณดูด่างดำ ซึ่งรอยด่างดำ อาจจะเกิดจากรอยแกะสิวหรือว่ารอยด่างดำจากการเกิดฝ้า กระจากแสงแดดหรือว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมก็มีเช่นกัน ดังนั้นหากคุณใช้วิธีการขัดผิวเข้ามาช่วยนั้นนอกจากว่าจะได้ผลแล้วนั้นยังช่วยให้คุณสามารถที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นโดยค่าใช้จ่ายต่ำแถมยังไม่มีอันตรายอีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ตาม การขัดผิวที่ไม่ไม่ถูกวิธีการไม่เหมาะสมกับสภาพผิวอาจจะทำให้เกิดปัญหา ได้ ดังนั้นการขัดผิวจึงควรที่จะต้องศึกษาวิธีการให้ดีและถูกต้องก่อน
ทำไมจึงจะต้องทำการขัดผิว เพราะว่าการขัดผิวจะช่วยในการปรับสภาพผิวและขจัดเซลล์ผิวเก่าที่สะสมอยู่บนชั้นผิวให้หลุดออกไป ผิวที่ไม่ได้รับการผลัดเซลล์ผิวนานๆจะเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรก และด่างดำ เป็นริ้วรอย หมองคล้ำได้ ดังนั้นการขัดผิวจะช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้เผยผิวใหม่ที่ดีกว่าเดิม การขัดผิวนั้นไม่มีความจำเป็นต้องขัดผิวทุกวัน เนื่องจากการขัดผิวเป็นการกำจัดผิวหนังชั้นบน จึงต้องพักผิวบ้าง
ข้อควรระวังในการขัดผิวมีอะไรบ้างมาดูกันดีกว่า
1. ผิวแห้ง ไม่สมควรในการที่จะขัดผิวบ่อยครั้งมากจนเกินไป ควรขัดเพียงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเพราะว่าหากขัดบ่อยมากจนเกินไปผิวจะแห้งมากกว่าเดิม ส่วนผิวมันอาจจะเพิ่มการขัดผิวมากกว่าปกติเป็น ประมาณ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และหลังจากที่ขัดเสร็จควรที่จะทาครีมบำรุง white-alder ทุกครั้งหลังจากกระบวนขัดเรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาให้ผิวมีความชุ่มชื้น
2. ไม่ขัดผิวรุนแรงมากจนเกินไป เพราะว่าอาจจะทำให้ผิวอ่อนแอมากกว่าเดิมและเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด  การขัดผิวหน้าก็ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่หากง่ามีเซลลูไลท์เยอะแยะแล้วนั้นแนะนำให้ขัดส่วนนั้นบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและ
ควรใช้ฟองน้ำ ใยบวบ สำหรับการที่จะขัดผิว โดยนำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ นวดเป็นวงกลม เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียน โดยผลิตภัณฑ์สำหรับขัดผิวที่เหมาะสมกับตัวเอง
3. การใช้น้ำมันนวดผิวก่อนอาบน้ำ จึงมีค่อยขัดผิวทีหลัง หรือว่าใช้เกลือเม็ดเล็ก ๆ ผสมกับน้ำมันทาผิว (Baby Oil) หรือว่าสครับสำเร็จรูปมักมีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมีบีด (bead) ช่วยในการขัดอีกที
4. คนผิวแห้งมาก ต้องระวังในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการขัดผิว ใช้ส้มเช้งก็ได้เพราะถือว่ามีกรดไม่รุนแรงเท่าไหร่ เหมาะสำหรับคนผิวบางหรือว่าผิวแพ้ง่าย

READ ARTICLE

มารู้จักสภาพผิวก่อนทำการบำรุงดีกว่า

วิธีการดูแลผิวมีมากมายหลากหลายวิธีการแต่วิธีการต่างๆจะได้ผลดีและได้ผลมากที่สุดคือจะต้องรู้จักกับสภาพผิวของตัวเราเองและที่สำคัญที่สุดคือเหมาะกับสภาพผิวเรา แต่กลับไม่เหมาะสมกับสภาพผิวคือมันจบ ดังนั้นการที่เราจะบำรุงได้ได้ผลสัมฤทธิ์คือรู้จักสภาพผิว  ลักษณะของผิวของคนเรานั้นล้วนที่แตกต่างกันซึ่งประกอบไปด้วย ผิวแห้ง ผิวมัน  และผิวผสม  วันนี้จึงสมควรมาทำความรู้จักสภาพผิวของคุณเสียก่อน แต่หากคุณยังไม่แน่ใจว่าสภาพผิวของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหนลองมาทำความรู้จักกับสภาพผิวแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่า
1. ผิวแห้ง คือผิวที่มีลักษณะแห้ง อาจมีลักษณะแตกเป็นแผ่น และระคายเคืองง่าย มักไวต่อสิ่งต่างๆ มากกว่าประเภทอื่น ค่อนข้างจะไวต่อการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เรียกได้ว่าเป็นผิวที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้ยากมากที่สุด เพราะว่าเป็นผิวหนังกลุ่มที่ไวต่อสารต่างๆ
2. ผิวมัน การทดสอบว่าเรานั้นมีผิวมันหรือไม่ทำได้โดยการรู้สึกว่าหน้ามัน คนทั่วไปมักรู้สึกว่าหน้ามันเล็กน้อยในช่วงบ่าย แต่สำหรับบางคนรู้สึกว่าหน้ามันได้ตั้งแต่ช่วงเที่ยงเลยแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนผิวมันแล้ว ผิวมันมักไม่ค่อยแพ้ต่อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ เหมือนกลุ่มผิวแห้งแต่เป็นกลุ่มผิวที่ค่อนข้างจะเกิดปัญหาสิวได้ง่ายมากที่สุด
3. ผิวผสม เป็นผิวที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด คือ มีลักษณะของผิวแห้งบริเวณแก้ม และลักษณะของผิวมันบริเวณที่เรียกว่า T-zone
    à¹€à¸¡à¸·à¹ˆà¸­à¸—ราบลักษณะผิวตนเองแล้วลองมาทำการบำรุงผิวหน้าตอนนอนกันดีกว่า
1. ทำความสะอาดผิวให้สะอาดก่อนนอน  การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า อาจไม่เพียงพอโดยเฉพาะสาวๆในสมัยนี้ต้องแต่งหน้าทุกวัน ดังนั้นควรใช้ Makeup Remover และ Cleansing หรือ Baby Oil
2. ทาครีมบำรุงแบบเน้น ๆ เช่น 903-494-0314 จะเป็นการ เติมมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหน้า และลดการระคายเคืองจากการถูกแสงแดด
3. หาตัวช่วยในการที่จะมาร์กหน้า เช่น การมาร์กหน้าด้วยน้ำผึ้ง โดยแค่ทาน้ำผึ้งทั่วหน้าแล้วให้นิ้วนวดเบา ๆ แล้วพอกทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน
4. งดอาหารมื้อใหญ่ในช่วงเย็น การทานอาหารในช่วงเย็นจะทำให้นอนไม่หลับ และท้องอืดได้และกรดไหลย้อนได้
5. ปรับท่านอนให้เป็นนอนหงาย การนอนท่านอนคว่ำหรือนอนตะแคง ทำให้ใบหน้าหรือว่าผิวหน้าเป็นริ้วรอย เพราะว่าไปเสียดสีกับหมอนทำให้เกิดริ้วโดยให้นอนหงายโดยหนุนหมอนสูงเข้าไว้

READ ARTICLE

แจกสูตรน้ำผึ้งแก้ปัญหาสิวและจุดด่างดำ

น้ำผึ้ง ถือได้ว่าเป็นอาหารผิวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังมีประโยชน์กับสุขภาพและสุขภาพผิวพรรณด้วย  น้ำผึ้งเป็นผลผลิตที่ดีงามที่ส่งตรงมาจากธรรมชาติ ใช้ได้ดีทั้งบำรุงผิวพรรณให้สวย บำรุงผมและบำรุงสุขภาพ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก เรียกได้ว่าประโยชน์มันครบครั้นเอามากๆ วันนี้เราจึงจะมานำเสนอประโยชน์ของน้ำผึ้งที่ช่วยผิวเราได้พร้อมกับใช้ ไฮร่าบลู ควบคู่ไปด้วย ที่สามารถนำมาปรนนิบัติความสวยความงาม มาดูกันเลยดีกว่าว่าวันนี้มีสูตรไหนกันบ้าง
สูตร 1 น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา + เนื้อวุ้นว่างหางจระเข้บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ + ดินสอพอง 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ คือ นำเนื้อวุ้นว่างหางจระเข้ที่ได้ล้างทำความสะอาดมาเรียบร้อยแล้ว มาบดให้ละเอียดเติมส่วนผสมคือ น้ำผึ้งและดินสอพองและมะนาวตามสัดส่วน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้วนำมาพอกลงบนผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15นาที แล้วล้างออกให้สะอาด สูตรนี้สามารถลดจุดด่างดำและบำรุงผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใส
สูตร 2 น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + มะขามเปียก 1 กำ + น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ คือ นำมะขามเปียกมาละลายน้ำให้ได้น้ำสีข้นเหนียวแล้วจึงเติมน้ำผึ้งและน้ำมะนาวลงไปผสม คนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกทำให้สม่ำเสมอทำเป็นประจำสัปดาห์ 2 มะขามเปียกจะมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้อย่างอ่อนโยนไม่ระคายเคืองผิวด้วย
สูตร 3 น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + เนื้อแอปเปิลเขียวปั่นละเอียด 1/2 ผล
วิธีทำ คือ นำแอปเปิลมาปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาผสมกับน้ำผึ้งให้เข้ากันแล้วนำมาพอกลงบนผิวหน้า ปล่อยทิ้งไว้ 10- 20 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด วิตามินซีจากแอปเปิลจะช่วยไปกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน ผิวหน้าสาวๆ จึงแข็งแรงสดใส ผิวมีความเต่งตึง อ่อนเยาว์ขึ้น และห่างไกลจากริ้วรอยได้ผลแถมน้ำผึ้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและยังฆ่าเชื้อบนผิวหนังดังนั้นสูตรนี้จึงช่วยลดสิวและขจัดจุดด่างดำได้เป็นอย่างดี
สูตร 4 น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา + เกลือ 1/2 ช้อนชา + น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย
วิธีทำ คือ นำเกลือมาแต้มสิวด้วยน้ำเกลือก่อน แค่นำสำลีมาพันปลายไม้แล้วจุ่มลงในน้ำเกลือ เสร็จแล้วให้นำมาทาลงบนสิว ปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้นประมาณ 5-10 นาที น้ำเกลือจะช่วยให้ผิวบริเวณ

READ ARTICLE

การเลี้ยงกบร่วมกับปลาดุกในกระชังดีหรือไม่

ข้อดีของการเลี้ยงปลากับกบในคอนโดหรือว่าใน (419) 982-4018 คือ เลี้ยงง่ายรายได้ดีใช้พื้นที่น้อยอีกต่างหาก โดยเฉพาะการ เลี้ยงกบคอนโดสามารถใช้พื้นที่น้อยได้ และต้นทุนในการเลี้ยงนั้นค่อนข้างจะต่ำมาก เลยคือ สามารถที่จะใช้ยางรถที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมาซ้อนกัน 3 เส้นหรือชั้นตามต้องการเท่านี้ก็สามารถที่จะทดแทนการเลี้ยงแบบบ่อกบได้ ดังนั้นใครก็ตามที่กำลังมองหาการเลี้ยงกบกับเลี้ยงปลาในกระชังลองมาดูกันดีกว่าว่ามันมีขั้นตอนการเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุว่ามีขั้นตอนและวิธีการในการที่จะเลี้ยงอย่างไรบ้าง
การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุกในกระชักบกนั้นจะต้องเลี้ยงใกล้กัน เพราะว่าเราสามารถที่จะใช้เศษอาหารหรือว่ามูลจากการให้อาหารกบคอนโดนที่เหลือไปใช้เป็นอาหารให้กับปลาดุกได้ ปกติแล้วคนที่จะเลี้ยงกับในคอนโดนั้นจะต้องเลี้ยงปลาดุกมาก่อนแล้วมาเพิ่มการเลี้ยงกบในคอนโดร่วมด้วยภายหลัง มาดูขั้นตอนของการเลี้ยงกบคอนโดกันดีกว่าว่าจะต้องทำการอย่างไรบ้าง  เริ่มจากการวางท่อน้ำทิ้งของคอนโดกบ มีวิธีการคือ
1. ทำการขุดดินเพื่อที่จะวางท่อน้ำทิ้งจากคอนโดที่เราเลี้ยงกบ
2. ทำการต่อน้ำทิ้งของคอนโดแต่ละชั้นให้เชื่อมต่อและเชื่อมโยงกัน จากนั้นนำไปวางในร่องที่ได้ขุดไว้ โดยสูงสุดเราจะเลี้ยงไม่เกิน 9 ชั้นเมื่อวางระบบท่อในคอนโดทุกชั้นแล้วเสร็จแล้วให้เทปูนทับและฉาบหน้าปูนให้สนิท และเรียบเพื่อที่จะลดการเกิดแผลให้กับตัวกบและไม่ก่อให้เกิดโรค
3. ขั้นตอนของการทำความสะอาดคอนโดกบให้สะอาด ก่อนที่จะทำการเลี้ยง โดยมีวิธีการคือ การใช้น้ำสะอาดและน้ำจุลินทรีย์เทลาดลงไปในแต่ละคอนโดเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งเท่านี้คอนโดแต่ละชั้นจะสะอาดแล้ว
4.ใส่น้ำสะอาดลงไปในห่วงยางแต่ละเส้นของคอนโด ควรใช้น้ำสะอาดที่มาจาก ชลประทาน หรือ ตามคลอง โดยเน้นที่เป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติจะดีมากที่สุด กบโตไวและแข็งแรงเนื่องจากเป็นน้ำที่มาจากธรรมชาติโดยตรง ปรับตัวได้ง่าย ไม่น็อคน้ำตาย ปริมาณที่เหมาะสมคือ ประมาณสักครึ่งหนึ่งของห่วงยาง และใส่น้ำจุลินทรีย์ตามหลังลง
5. นำพันธุ์กบที่เตรียมไว้เพื่อที่จะเลี้ยงนั้น ใส่ลงไปในคอนโดได้ทันทีเลย กบในการเลี้ยงที่มีขนาดตัวอยู่ที่ 1-2 นิ้ว ให้อาหารกบวันละ 2 ครั้ง พอตัวใหญ่ขึ้นให้เปลี่ยนมาให้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ทำความสะอาดคอนโดกบอย่างน้องวันละ 1 ครั้ง มูลกับเศษของกบที่ได้ทำความสะอาดนั้นจะสามารถเป็นอาหารของปลาดุกได้อีกต่อหนึ่ง

READ ARTICLE
757-444-3532

แม้ว่ารถโฟล์คลิฟท์จะใช้ในการเคลื่อนย้าย เก็บส่งสินค้า แต่การใช้งานที่ดี ก็ยังมีประโยชน์อีกหลายประการ ทั้งนี้ ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีนั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้งานนั้นกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับเรื่องของประสิทธิภาพอย่างที่ต้องการ สำหรับเรื่องของการดูแลรักษานั้น ก็จัดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้งานรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า ควรรู้เกี่ยวกับการ ซ่อมรถโฟล์คลิฟท์ แบบเบื้องต้น และการใช้งานดังนี้
    1. การขับเคลื่อนนั้นมีรัศมีการเลี้ยวดีกว่า ทำให้สามารถกักเก็บสินค้าในโกดังได้มากขึ้น เพราะรถใช้พื้นที่น้อยในการเคลื่อนไหวนั่นเอง แม้ตัวรถระบบไฟฟ้าจะมีราคาสูงกว่าประเภทอื่น แต่เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ จะต่ำกว่ารถประเภทที่ใช้เครื่องยนต์
    2. ไม่ทำให้เกิดมลพิษทั้งทางอากาศ และทางเสียง เพราะไม่มีเขม่าควัน ไม่มีเสียงดังรบกวน ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และพนักงานด้วย ไม่ต้องกักเก็บเชื้อเพลิง ซึ่งถือเป็นวัตถุไวไฟ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายในโรงงาน หรือโกดังเก็บของได้
    3. เบรกจะสึกหรอน้อยกว่าเพราะเป็นไปโดยอัตโนมัติและรวดเร็ว เนื่องจากการคิดค้นและพัฒนามาโดยเฉพาะของรถประเภทระบบไฟฟ้า ไม่มีการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในขณะที่ต้องรอที่จะยกสินค้า ซึ่งรถประเภทนี้มีประโยชน์ทั้งในด้านการใช้งาน การซ่อมบำรุง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะไม่เหมาะกับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็สามารถแก้ปัญหานี้ไปได้ด้วยการมีแบตเตอรี่สำรอง
    4. ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อย เพราะไม่ต้องดูแลเครื่องยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หรือน้ำในหม้อน้ำ ระบบไฟฟ้าสามารถจุของได้มากกว่า และมีความมั่นคงมากกว่าเมื่อยกของสูง หากเทียบกับรถประเภทใช้เครื่องยนต์ต่างๆ
    5. แม้ว่าจะมีการขัดแย้งกันเรื่องของรายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องของสิ่งแวดล้อม ก็ยังคงสรุปได้ว่า รถระบบไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับและมีการเลือกใช้งานกันมากขึ้น พร้อมด้วยประสิทธิภาพของการใช้งานที่ไม่ได้ต่างกับแบบอื่น

READ ARTICLE
475-235-6135

ไม่ว่าคุณจะมีผิวสีอะไร หากผิวของคุณแข็งแรง ชุ่มชื้น สุขภาพดี ก็ย่อมเป็นที่หมายตาของใครที่พบเห็นได้ทั้งนั้น สำหรับสาวเอเชียเรานิยมผิวขาวใส
ใครๆ ก็อยากมีผิวกายขาวใสสุขภาพดีกันทั้งนั้น เพราะผิวขาวใสทำให้สาวๆ มีความกล้าและมั่นใจเวลาเข้าสังคมมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ทำให้เป็นที่น่าจับตามองและเป็นจุดสนใจให้ใครหลายคนอิจฉา ทั้งนี้จึงทำให้สาวๆ หลายคนที่มีผิวพรรณหม่นหมองทั้งหลายต้องหาอาหารเสริมเพื่อผิวขาวใส เช่น อาหารเสริม boom  หรือพวกกลูต้าไธโอนและคอลลาเจน ซึ่งจะต้องเลือกให้ดีจึงจะปลอดภัย
นอกจากการเลือกรับประทานอาหารเสริมดีๆ แล้วนั้น การให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวกายให้ขาวใสแบบตรงจุดน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งคุณสามารถทำให้ผิวของคุณขาวใสได้ใน 3 วิธีต่อไปนี้
ขัดผิว
การขัดผิว ถือเป็นการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดลอกออกไป ซึ่งจะช่วยเผยผิวกายให้กระจ่างใสมากขึ้น สำหรับการขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ขัดผิวด้วยฟองน้ำ แปลง ใยบวบ หินสำหรับขัดผิว หรือแม้แต่การใช้ครีมอาบน้ำที่มีเม็ดสครับผิว เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมขัดผิวขณะอาบน้ำ แต่ทั้งนี้การขัดผิวควรขัดอย่างเบามือและไม่ควรขัดบ่อยจนเกินไป ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะถ้าหากขัดผิวบ่อยจนเกินไปจะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น และอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและผื่นคันบริเวณผิวหนังได้ง่าย
กินผลไม้มากๆ
สำหรับอาหารที่รับประทานแล้วจะช่วยบำรุงผิวกายให้ขาวใสขึ้นได้ สาว ๆ ควรเน้นทานผักและผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ เพราะประโยชน์ของผักและผลไม้จะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ซึ่งหากระบบการขับถ่ายดีก็จะทำให้ผิวพรรณดูขาวใสและเปล่งปลั่งขึ้นได้ทันตาเห็น นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ที่จะช่วยกระชับให้ผิวสวยมากขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว
ไม่ละเลยครีมกันแดด
แสงแดดเมืองไทยของเรานั้นร้อนระอุเสียเหลือเกิน ครั้นจะเดินดุ่มๆ สู้แดดอย่างไม่กลัวอะไร ก็อาจจะได้ผิวคล้ำเสียกลับมาเอาง่ายๆ ดังนั้น คุณควรหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด รวมถึงความร้อนจากแหล่งต่างๆ นอกจากนี้ก็จะต้องทาครีมกันแดดในทุกวัน แม้ว่าจะมีแดดหรือไม่ก็ตาม เพราะครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง และช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังอีกด้วย
ถ้าคุณอยากมีผิวขาวใส รวมถึงเป็นผิวที่มีสุขภาพดีอีกด้วย ก็อย่าลืมที่จะขัดผิว กินผลไม้มากๆ และไม่ละเลยที่จะทาครีมกันแดดในทุกวันด้วยนะคะ

READ ARTICLE
877-785-9522

เรื่องของลูกถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่สุด และเป็นเรื่องที่หลายต่อหลายครอบครัวนั้นต่างให้ความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นครอบครัวไหนก็ตามที่กำลังมีความคิดในการที่จะตกแต่งห้องทำการบ้าน มุมทำการบ้านหรือว่าแม้นแต่ห้องอ่านหนังสือให้ลูกอยู่นั้น วันนี้เราจะมานำเสนอไอเดียในการที่จะทำให้คุณสามารถที่จะตกแต่งมุมดังกล่าวให้ออกมาดีและออกมาเหมาะสมและเหมาะสมสำหรับการที่เราจะเอาไว้ให้ลูก ๆ ของคุณนั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรือ เล่นคอมพิวเตอร์ การที่เราออกแบบออกมาให้สวยงามนั้นนอกจากจะทำให้ห้องในบ้านของเรานั้นสวยงามแล้วนั้นจะยังสามารถที่จะช่วยกระตุ้นให้พวกเขามีแรงในการทำการบ้านหรือว่าขยันเรียนมากยิ่งขึ้นนั้นเอง วันนี้เราจะหยิบไอเดียมาแจกทุกคน เพื่อนำไปปรับใช้กับห้องของลูก ๆ ของคุณได้
1. สำหรับบ้านที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด การที่เราจะถอดประตูตู้เสื้อผ้าออกสักบานสองบาน เพื่อดัดแปลงเป็นมุมทำการบ้านสำหรับลูกๆนั้นจะทำให้เรามีพื้นทื่ทำการบ้านให้ลูกของเรานั้นได้สักมุม แล้วจึงหาวอลเปเปอร์สวย ๆ มาติดเท่านั้นเราจะได้มุมในการนั่งทำการของลูกและหา โต๊ะเก้าอี้นักเรียน สวยๆและคงทนเหมาะสำหรับการนั่งทำการบ้านมาวาง เท่านี้ลูกของเราจะรู้สึกตื่นเต้นกับการมุมพิเศษนี้อย่างแน่นอน รับรองได้เลยว่าทำแบบนี้จะทำให้เค้ามีมุมทำการบ้านที่พิเศษไม่เหมือนใครแน่นอน  และยังช่วยดึงดูดให้เขาอยากนั่งทำการบ้านในมุมนี้ด้วย
2. ตู้อัจฉริยะ สามารถที่จะสร้างสีสันให้มุมทำการบ้านของลูกได้แน่นอน ถามว่ามันคืออะไรนะเหรอ มันคือ ตู้ที่สามารถที่จะแปลงร่างเป็นโต๊ะทำการบ้านสวยๆและยังสามารถที่จะพบเก็บได้เมื่อใช้งานแล้วเสร็จแล้วด้วย มีดีไซน์ที่มีความสวยงามอีกทั้งยัง ดูไม่รกเกะกะอีกด้วย
3. จัดโต๊ะทำการบ้านให้ชิดกำแพง เปลี่ยนชั้นวางของที่ตั่งพื้นมาเป็นแบบติดผนังแทน จะทำให้สามารถที่จะประหยัดพื้นที่ได้มากเลยทีเดียวและอาจจะใช้การประดับตกแต่งเล็กน้อยให้มุมทำการบ้านดุสวยงามโดยใช้ของแต่งเล็กน้อยที่มีสีสันสดใสเข้ามาช่วยและเน้นชั้นวางและโต๊ะทำการบ้านที่มีสีสัน โดยสีอาจจะดูความชอบของลูกของเราเป็นหลักว่าเค้านั้นชื่นชอบสีอะไร ความสูงของชั้นวางจะต้องเป็นความสูงที่ลูกสามารถที่จะเอื้อมหยิบของใช้ หรือว่าหนังสือแบบเรียนได้อย่างไม่ลำบากมากจนเกินไป
4. กระดานเตือนความจำ เป็นสิ่งที่ขาดไมได้เลยสำหรับการที่เราจะทำมุมการบ้านให้กับลูก เพราะว่ากระดานนี้สามารถที่จะคิดเลขได้ด้วย สามารถที่จะเตือนความจำได้ อาจจะใช้กระดานไวท์บอร์ด หรือแบล็คบอร์ดมาติดไว้ก็ได้

READ ARTICLE
8565410729

แม้ว่าจะเป็นผู้ชาย ก็ละเลยไม่ได้อย่างเด็ดขาดกับการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะให้มีสุขภาพดี และไม่ว่าคุณจะไว้ผมทรงอะไร ถ้าสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะของคุณดี ก็ย่อมเบาสบายหัว และเป็นที่จับจ้องของสาวๆ อย่างแน่นอน
เรามาดูกันค่ะ ว่าวิธีดูแลเส้นผมให้สลวย เงางามในแบบฉบับของหนุ่มๆ จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง โดยมีอยู่ 4 ข้อดังนี้ค่ะ
ไม่ควรสระผมบ่อย
น้ำมันบนเส้นผมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมให้แข็งแรง เติมความชุ่มชื่นให้ผมดูมีน้ำหนัก ซึ่งการสระผมจะกำจัดน้ำมันเหล่านั้นออกไป ทำให้เส้นผมแห้งดูไร้ชีวิตชีวาหลังสระ หนุ่ม ๆ ที่ไว้ผมยาวควรปล่อยให้น้ำมันธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันบ้าง สระผมแค่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็พอ หากผมเริ่มมีกลิ่นให้ลองสลับใช้สเปรย์ทำความสะอาดแบบแห้งหรือครีมนวดทำความสะอาดแทน
บำรุงเส้นผมบ้าง
ผู้ชายอาจละเลยในการดูแลบำรุงเส้นผม แต่เป็นสิ่งที่คุณควรทำ เส้นผมยาวจำเป็นต้องได้รับสารอาหารและการบำรุงมากเป็นพิเศษ หมั่นใช้ครีมบำรุง น้ำมันนวด หรือเซรั่มต่างๆ เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมแข็งแรงและมีน้ำหนัก ดูสุขภาพดีจนสาวๆ อยากเข้ามาลูบไล้
ใช้แชมพูแค่พอเหมาะ
ผู้ชายอาจจะไม่ค่อยใส่ใจกับปริมาณแชมพูหรือครีมนวดที่ใช้ จึงเทหรือกดเอาตามใจชอบ แต่ที่จริงแล้ว คุณจะต้องใช้อย่างพอเหมาะ ยิ่งผมยาว ยิ่งต้องควบคุมปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ใช้ให้ดีๆ หากใช้มากเกินไปอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ส่งผลให้สารเคมีตกค้างบนเส้นผมและหนังศีรษะ เป็นเหตุให้รูขุมขนอุดตัน เส้นผมอ่อนแอ และหลุดร่วงง่าย แนะนำให้ใช้ทีละน้อย ไม่พอก็ค่อยๆ เพิ่มทีละนิดจะดีกว่า
หลีกเลี่ยงความร้อน
พยายามดูแลเส้นผมให้อยู่ห่างจากความร้อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการสระผมด้วยน้ำร้อน ใช้ไดร์ร้อนเป่าแห้ง รวมถึงรังสียูวีจากแสงแดดด้วย เนื่องจากความร้อนจะทำให้เส้นผมแห้งแตกปลาย ชี้ฟู บางและขาดง่าย หากมีความจำเป็นต้องออกแดดจริงๆ ควรสวมหมวก หรือสเปรย์กันแดดสำหรับเส้นผมฉีดพ่นก่อนทุกครั้ง
นอกจากนี้ ถ้าคุณมีปัญหาผมร่วงไม่ควรปล่อยไว้นะคะ เพราะถ้าผมบาง หนังศีรษะล้านคงดูไม่ดีแน่ อาจลองหา pruritic มาใช้ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป และปฏิบัติตามเคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากในวันนี้ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีหนังศีรษะที่สุขภาพดี และมีเส้นผมสลวย เงางามจนสาวๆ เหลียวมองได้แล้วล่ะค่ะ

READ ARTICLE

กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case คืออะไร และจะเลือกอย่า...

ในชีวิตของคนเรานั้นมักจะต้องเดินทางอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นทางใกล้หรือทางไกล ซึ่งกระเป๋าเดินทางที่เราใช้นั้นก็จะมีอยู่หลายประเภทเช่นกัน
กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case เป็นกระเป๋าเดินทางประเภทหนึ่งที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และมีวางจำหน่ายอยู่จำนวนมากไม่แพ้กับกระเป๋าเดินทางประเภทอื่นๆ และมักจะมีราคาตั้งแต่ถูกๆ ไปจนถึงแพงมาก
กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case ก็คือกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากที่ตัวกระเป๋าทำมาจากวัสดุไฟเบอร์ หรือพลาสติกที่มีความแข็งนั่นเอง เป็นรูปแบบหนึ่งของกระเป๋าล้อลาก ซึ่งอีกแบบหนึ่งก็คือ Soft Case ซึ่งทำมาจากวัสดุผ้า
กระเป๋าเดินทางแบบ Soft Case à¸ªà¹ˆà¸§à¸™à¹ƒà¸«à¸à¹ˆà¸ˆà¸°à¸œà¸¥à¸´à¸•à¸ˆà¸²à¸à¸œà¹‰à¸²à¹‚พลีเอสเตอร์ผสมไนลอน มีคุณสมบัติยืดหยุ่นได้ดี แต่ข้อเสียคือหากใช้ไปนานๆ บวกกับการยัดของลงกระเป๋าจนเต็มล้น รูดซิปยากบ่อยๆ อาจทำให้กระเป๋าขาดทะลุได้ ส่วนการทำความสะอาด ทำได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดฝุ่นละออง นำผึ่งลมให้แห้งป้องกันการเกิดเชื้อรา
การเลือกใช้กระเป๋า ควรเลือกใช้งานตามจุดประสงค์การใช้งาน เช่น เดินทางไปติดต่อเรื่องงาน ก็ควรใช้กระเป๋าแบบ Hard case มากกว่า เพราะทำให้คุณดูภูมิฐาน ดูดี เน้นใช้สีพื้นๆ เรียบๆ แต่หรู แต่หากเดินทางไปเที่ยว สามารถใช้กระเป๋าได้ทั้งแบบ Hard case และแบบ Soft Case และเลือกรูปทรงและสีสันได้ตามใจชอบ เป็นต้น
กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case จะมีความทนทานมากกว่าแบบผ้า ผลิตจากพลาสติกคุณภาพสูง ที่มีความแข็งแรง ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ทนความร้อนสูง น้ำหนักเบา กันน้ำได้ และไม่ทำให้สิ่งของภายในกระเป๋าเกิดความเสียหาย แต่ก็มีราคาสูงกว่าเช่นเดียวกัน ราคาของกระเป๋าประเภทนี้มีแตกต่างกันมาก คุณควรเลือกกระเป๋าเดินทางที่มีคุณภาพใช้งานได้คุ้มค่าจะดีกว่าเลือกที่มีความสวยงาม และแบรนด์เนม ดังนั้น กระเป๋าเดินทางราคาถูก ที่มีคุณภาพดีจึงตอบโจทย์คุณได้มากกว่า
กระเป๋าเดินทางแบบล้อลากมีทั้งแบบ 2 ล้อ และแบบ 4 ล้อ เราแนะนำว่าให้เลือกแบบ 4 ล้อจะดีกว่า เพราะสามารถหมุนได้รอบ และล็อกล้อได้ เวลาลากกระเป๋าไปตามสถานที่ต่างๆ จะลากได้ลื่นมือ ไม่มีสะดุด สะดวกต่อการใช้งาน ช่วยผ่อนแรงเวลาคุณเคลื่อนย้ายกระเป๋าไปตามที่ต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพ แต่ก่อนจะซื้อต้องตรวจสอบดูให้ดีว่าล้อทั้ง 4 ไม่ชำรุด ตรวจสอบการหมุนของล้อว่าหมุน เลื่อนได้ดี ไม่ติดขัดด้วย
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ไม่ได้แปลว่าจะหนักกว่าใบเล็ก กระเป๋าเดินทางทุกขนาดจริงๆ แล้วมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน อยู่ที่ประมาณ 3-4 กก. ควรเลือกใช้ใบขนาดพอดีๆ ที่คุณสามารถยกมันได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามการซื้อกระเป๋าเดินทาง เป็นการลงทุนไม่ใช่ความสิ้นเปลือง ถ้าเลือกดีๆ อายุการใช้งานใช้ได้นาน 4-5 ปี à¸à¹‡à¸–ือว่าคุ้มค่า
ถ้าคุณต้องการจัดเก็บสัมภาระอย่างเป็นระเบียบ และค่อนข้างมากโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแบกรับน้ำหนัก และปกป้องข้าวของของคุณ รวมถึงรับแรงกระแทกได้ดี กระเป๋าเดินทางแบบ Hard Case ก็ตอบโจทย์ของคุณได้

READ ARTICLE

เสื้อกล้ามทอม ตัวช่วยดีๆ ที่สาวหล่อไม่ควรพลาด

เทคโนโลยี นวัตกรรม และความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ส่งผลให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น และรองรับความต้องการของผู้คนได้ครบถ้วนมากขึ้น สำหรับสาวหล่อ ในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการผลิต (914) 900-6425 ออกมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของสาวหล่อทั้งหลาย ให้ได้สวมใส่เสื้อผ้าได้ง่ายขึ้น และกระชับหน้าอกได้อย่างที่ต้องการ เสื้อกล้ามทอม นี้เอง จะช่วยกระชับหน้าอกให้แบนราบ เรียบเนียนได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งก็มีให้เลือกหลายแบบด้วยกันที่มีวางขายตามท้องตลาดในปัจจุบันนี้
การสวมใส่เสื้อกล้ามทอม

หลายคนสงสัยว่าเสื้อกล้ามทอมนั้นใส่อย่างไร เพื่อให้กระชับหน้าอกได้อย่างมีคุณภาพที่สุด และเป็นตัวช่วยที่ดีในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง สำหรับการสวมใส่เสื้อกล้ามทอมนั้น ควรสวมใส่เสื้อกล้ามทอมในขณะที่ตัวแห้ง และสามารถสวมใส่ได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ถ้าเป็นแบบสวม ให้สวมใส่เสื้อกล้ามทอมโดยสวมลงศีรษะก่อน
2. สอดแขนขวา (หรือมือข้างที่ถนัด) เข้าไปก่อน
3. สอดแขนซ้ายตาม ให้อยู่ในลักษณะแนบชิดกับลำตัว
4. ใช้มือขวา (หรือมือที่ถนัด) ช่วยดึงเพื่อให้สวมแขนซ้ายเข้าไปได้
5. เสื้อจะอยู่บริเวณเหนือราวนม จากนั้นค่อยๆ สอดนิ้วมือไล่ชายเสื้อทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดึงลงมาจนสุดให้แนบกระชับลำตัว
6. จัดแต่งทรวงอกทั้งสองให้กระจายออกด้านข้าง โดยสอดมือเข้าไปข้างในตัวเสื้อจากทางด้านข้างรักแร้ทั้งสอง แล้วโกยเนื้อให้มาทางด้านข้างหรือด้านล่าง
7. ดึงชายเสื้อให้สุด แล้วใส่กางเกงในทับ เพื่อการเก็บหน้าท้องอย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับวิธีการถอดเสื้อกล้ามทอมแบบเต็มตัวที่ใช้การสวมใส่สามารถทำได้โดยการไขว้มือเป็นรูปตัว X แล้วจับที่ชายเสื้อออกแรงดึงขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อเสื้อเลื่อนอยู่ในตำแหน่งเหนือราวนมก้มตัวลงไปข้างหน้า แล้วใช้มือข้างที่ถนัดดึงเสื้อเพื่อให้แขนอีกข้างหนึ่งออกมาก่อนพร้อมๆ กับคอแล้วจึงดึงแขนข้างที่เหลือออกมา

อย่างไรก็ตาม เสื้อกล้ามทอมนั้นมีผลิตออกมามากมายหลายรุ่นอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากแบบเต็มตัวแล้วก็ยังมีแบบครึ่งตัว นอกจากแบบสวมใส่ก็ยังมีแบบซิปข้าง ซิปหลัง หรือแบบตะขออีก เป็นต้น จะเลือกใส่แบบไหนก็เลือกที่ถนัด และสวมใส่อย่างถูกต้อง แค่นี้ก็มั่นใจได้ในแบบคุณแล้วล่ะค่ะ